| ชื่อพระเครื่อง |
ตะกรุดจังงัง หอมหมื่นลี่ หลวงปู่ศักดิ์ สมาหิโต แบบซีลหุ้มกล่องเดิม แกะลุ้นเลขเอง |
| รายละเอียด |
** ตะกรุดบรรจุในกล่อง และมีซีลพลาสติกหุ้ม เป็นรายการแกะซีลลุ้นเลขสวยเอง รับประกันของแท้
ตำนานวิชาจังงงจังงัง สายครูลิเกโบราณ
เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นตำนานและคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมาในสายครูลิเกโบราณ เป็นความเชื่อและเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์รุ่นสู่รุ่น
เล่ากันว่า จุดกำเนิดของวิชาจังงงจังงัง เริ่มต้นจากพ่อครูลิเกแห่งคณะลิเกใหญ่ ผู้ที่เดินทางไปแสดงลิเก ณ วัดหลวงพ่อเงินอยู่เป็นประจำ ด้วยความอ่อนน้อม เคารพครู และตั้งใจในศิลปะการแสดง ทำให้หลวงพ่อเงินเกิดความเมตตา และถ่ายทอดวิชาจังงังจังงังให้ เพื่อใช้เป็นวิชาเรียกแขก เรียกคน เรียกเมตตา เรียกความนิยม ให้การแสดงลิเกในแต่ละครั้งมีผู้คนหลั่งไหลมาชมจนแน่นหน้าโรง
ก่อนออกเดินทาง พ่อครูลิเกจะตั้งจิต ภาวนาคาถาวิชาจังงังจังงังก่อนทุกครั้ง เชื่อกันว่าเมื่อเดินทางไปถึงสถานที่ใด ผู้คนจะทยอยมารออยู่หน้าโรงลิเกตั้งแต่ยังไม่เริ่มการแสดง พอตกค่ำ เมื่อเริ่มบรรเลงดนตรีและเป่าคาถาออกไป ผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย จนแน่นพื้นที่ บางครั้งถึงกับแย่งกันหาที่นั่ง
ว่ากันว่า ทั้งครูนาง พระเอกลิเก และนักแสดงต่างเป็นที่หมายปองของผู้ชม จนเกิดการแย่งตัวกันอยู่บ่อยครั้ง ขณะเดียวกัน ร้านค้าที่ติดตามคณะลิเกไปขายของ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ หรือสินค้าอื่น ๆ ก็ขายดีจนหมดเกลี้ยงทุกครั้งที่เปิดร้าน
แม้เลิกโรงแล้ว ก็ยังมีหนุ่มสาวเดินตามคณะลิเก ขอร่วมเดินทางกลับไปด้วย จนทำให้วิชานี้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นวิชาเมตตามหานิยมที่โดดเด่นของสายครูลิเกโบราณ
นอกจากเมตตามหานิยมแล้ว ยังมีความเชื่อว่า วิชานี้ช่วยเสริมขวัญกำลังใจและคุ้มครองผู้เดินทาง เพราะในอดีต การเดินทางต้องใช้เกวียน ฝ่าป่า ข้ามเขา เป็นเวลาหลายวัน จึงต้องอาศัยวิชาของครูบาอาจารย์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ยังมีเรื่องเล่าต่อกันว่า หากมีผู้คิดร้ายหรือกระทำคุณไสยต่อคณะลิเก เมื่อเผชิญกับวิชาจังงังจังงัง สิ่งไม่ดีก็ไม่อาจทำอันตรายได้ ทำให้ทั้งนักเดินทาง ครูลิเก ตลอดจนผู้ที่ทำงานเสี่ยงภัยในอดีต ต่างให้ความเคารพในวิชานี้
ด้วยเหตุนี้ วิชาจังงังจังงังจึงกลายเป็นวิชาเฉพาะของสายหลวงพ่อเงินที่สืบทอดกันมาในหมู่ครูลิเก หาได้ยาก และไม่ได้ถ่ายทอดให้บุคคลทั่วไป เพราะเชื่อกันว่า ผู้ที่จะรับวิชาจะต้องมีจิตมั่นคง มีวินัย และสามารถควบคุมตนเองได้
เมื่อกาลเวลาผ่านไป หลวงปู่เห็นว่า ผู้สืบทอดวิชามีน้อยลง เกรงว่าศาสตร์โบราณนี้จะสูญหาย จึงตั้งใจรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้รับการสืบทอดไว้ในรูปแบบของ "ตะกรุดจังงังจังงัง"
การสร้างตะกรุดครั้งนี้ เล่ากันว่า ได้นำตะกรุดเก่าและชนวนมวลสารของครูบาอาจารย์ในอดีต โดยเฉพาะสายหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อเดิม และสายวิชาที่เกี่ยวข้อง มาหลอมรวม รีดขึ้นใหม่ ก่อนลงอักขระทั้งยันต์นอก ยันต์ใน และหัวใจพระคาถาตามตำรับโบราณ
ภายในตะกรุด บรรจุหัวใจอักขระหลายสาย ทั้งด้านเมตตามหานิยม เสน่ห์ ออกหน้า เจรจาค้าขาย ค้าขายทะลุปล้อง แคล้วคลาด และชาตรี รวบรวมไว้ภายในดอกเดียว ก่อนนำไปแช่น้ำพระพุทธมนต์ตลอดเจ็ดทิวาราตรี
การลงอักขระแต่ละครั้ง ครูผู้ประกอบพิธีต้องตั้งจิตให้นิ่ง น้อมใจเข้าสมาธิ เรียกกำลังฌานตามตำรับครูบาอาจารย์ พร้อมอธิษฐานให้เกิดนิมิตแห่งความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีอันแผ่ไปทั่วทุกสารทิศ ก่อนเลือกฤกษ์วิเศษในการประจุพระพุทธมนต์ที่เรียกกันว่า "หอมหมื่นลี้ สะท้านจิต สะเทือนใจ"
จากนั้นจึงม้วนตะกรุดและหุ้มด้วยผ้าสังฆาฏิสายหลวงพ่อเงินตามตำรับที่สืบทอดกันมา
เล่ากันว่า ระหว่างประกอบพิธีในครั้งนั้น ได้เกิดพระอาทิตย์ทรงกลด ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับมืดครึ้ม ก่อนฝนจะโปรยลงมา เป็นนิมิตที่ผู้ร่วมพิธีต่างจดจำกันมาจนทุกวันนี้
ครูบาอาจารย์โบราณยังกล่าวไว้ว่า
"นึกเงินก็เหมือนเงินมากอง นึกทองก็เหมือนทองมาเอง"
เป็นถ้อยคำเปรียบเปรยถึงความหวังในความอุดมสมบูรณ์ ความคล่องตัวในการดำเนินชีวิต และความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ
อีกทั้งยังเชื่อกันว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขาย เมื่ออาศัยเมตตาและความจริงใจเป็นพื้นฐาน ก็อาจได้รับความเอ็นดูจากผู้คน ส่วนผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทาง ทหาร หรือตำรวจ ก็มีผู้นำตะกรุดลักษณะนี้ติดตัวไว้เพื่อความอุ่นใจตามความเชื่อ
ตะกรุดชุดนี้ยังมีเอกลักษณ์สำคัญ คือ การลง "หัวหอกเจ็ดง่าม"
สามง่ามแรก เรียกว่า "เสน่ห์ทิ่มตา" หมายถึง ความโดดเด่น น่ามอง เป็นที่จดจำ และสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น
สี่ง่ามหลัง เรียกว่า "เมตตาทิ่มใจ" หมายถึง ความเอ็นดู ความเห็นอกเห็นใจ ความอ่อนโยน และความปรารถนาดีที่ผู้คนมีต่อกัน
ครูบาอาจารย์อธิบายว่า เสน่ห์เป็นเรื่องของการทำให้ผู้คนจดจำและรู้สึกประทับใจ ส่วนเมตตาเป็นเรื่องของความจริงใจ ความอ่อนโยน และการวางตนที่เหมาะสม เมื่อทั้งสองสิ่งดำเนินควบคู่กัน จึงเกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คน
ตามตำรับเดิม ยังมีคำแนะนำอีกว่า หากผู้บูชาต้องการใช้ในทางเมตตา เพียงพกตะกรุดและภาวนาพระคาถาตามครูก็เพียงพอแล้ว
ส่วนการใช้ร่วมกับเครื่องหอม ก็เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาที่เล่าต่อกันมาในสายครูโบราณ โดยเชื่อว่ากลิ่นหอมช่วยเสริมบุคลิกและสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น ทั้งนี้ ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับกาลเทศะ ความเหมาะสม และการวางตัวของผู้ใช้
ครูบาอาจารย์ยังย้ำอยู่เสมอว่า ของดีจะเกิดผลได้ ต้องอาศัยศีลและสติควบคู่กัน ผู้ที่มีครอบครัวแล้วควรใช้แต่เพียงเพื่อเมตตา ค้าขาย และการงาน ไม่ควรนำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองหรือผู้อื่น เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้กระทำย่อมต้องรับผลแห่งการกระทำของตนเอง
หลวงปู่เองก็มักกล่าวอยู่เสมอว่า
"ของจะขลังหรือไม่ อยู่ที่ศรัทธาและการประพฤติของผู้ใช้"
และยังกล่าวอีกว่า หากยังไม่ถึงกาลอันสมควร ท่านก็จะไม่สร้าง เพราะตะกรุดแต่ละรุ่นมีวาระ มีเหตุ และมีจุดประสงค์ของการสร้างแตกต่างกัน
จึงทำให้ตะกรุดจังงังจังงังชุดนี้ ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในตำรับวิชาเฉพาะของสายครูลิเกโบราณ ที่มิได้พบเห็นกันบ่อยนัก และผู้ที่รู้คุณค่ามักเก็บรักษาไว้เป็นของสำคัญประจำตัว สืบทอดเรื่องราวและตำนานจากรุ่นสู่รุ่นตราบจนทุกวันนี้ |
| ราคาเปิดประมูล |
290 บาท |
| ราคาปัจจุบัน |
300 บาท (!!! ปิดประมูลแล้ว !!!) |
| เพิ่มขึ้นครั้งละ |
10 บาท |
| วันเปิดประมูล |
จ. - 14 ก.ย. 2569 - 07:39:57 น. |
| วันปิดประมูล |
อ. - 15 ก.ย. 2569 - 17:04:00 น. (ปิดประมูลแล้ว) |
| ผู้ตั้งประมูล |
thefriend15 (530)  
|